เมื่อองศาแห่งดวงดาวมาพบกัน
posted on 26 Jan 2008 10:37 by artmosphere in AtTiMeวันนี้ผมมองไม่เห็นคุณ ไม่ว่าจากสายตาหรือว่ากล้องดูดาวประจำตัวของผม
ผมยังจำวันแรกที่เจอะเจอคุณได้ วันนั้นในโลกของคุณตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ ส่วนโลกของผมตรงกับวันแรม 1 ค่ำ น่าประหลาดตรงที่โลกของคุณพระจันทร์เต็มดวงในวันขึ้น 15 ค่ำ ส่วนโลกของผมพระจันทร์ก็เต็มดวงในวันแรม 1 ค่ำ เช่นเดียวกัน
เนิ่นนานมาแล้วที่ผมได้พบคุณ ณ เวลานั้น ผมเพิ่งจะทานข้าวเสร็จ เมนูวันนั้นช่างเย็นชืดไร้ความรู้สึก ผมเดินออกจากแคปซูล คุณอย่าเพิ่งงงแคปซูลก็คือห้องพักในโลกที่คุณอยู่ แต่บนดาวของผมเรียกห้องที่อาศัยอยู่ว่าแคปซูล
ผมมาหยุดยืนอยู่บนทางเลื่อน ทางเลื่อนที่ผมเพียงไปยืนและกดปุ่ม ทางเลื่อนก็จะเลื่อนผมไปยังจุดหมายปลายทางที่ผมต้องการ
สำหรับวันนั้นทางเลื่อนสายนี้ได้พาผมมายังที่ ๆ หนึ่ง เพียงหยุดยืนมองผมสัมผัสได้ถึงความแห้งแล้งชวนหดหู่ สิ่งมีชีวิตเดียวที่อยู่ ณ บริเวณนั้นก็คือ ต้นไม้ แต่จะเรียกว่าสิ่งมีชีวิตได้หรือเปล่า เพราะต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นตายมานานเป็นสิบปี ความแล้งโหยของต้นไม้บ่งบอกถึงสภาวะข้างในจิตใจของผม
ผมค่อย ๆ เดินย่ำไปบนพื้นดินอันแห้งแข็งไร้ชีวิต พื้นดินสาก ๆ ค่อยสัมผัสกับฝ่าเท้า จากย่ำแรกสู่ก้าวสอง เรื่อยไปจนถึงต้นไม้ที่แล้งตายต้นนั้น ในทุก ๆ จังหวะการก้าว ผมเสมือนหนึ่งเดียวกับแผ่นดินที่ผมได้ย่ำไป ผมค่อย ๆ เอามือไปสัมผัสเปลือกแข็งของต้นไม้ ความรู้สึกแห้งแล้งได้ไหลเวียนเสมอเหมือนมันได้พบประจุแห่งชีวิต ผมคิด ... สุดท้ายผมจะยืนต้นตายเหมือนกับต้นไม้ต้นนี้หรือเปล่า
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ผมค่อย ๆ เงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโต วันนั้นดวงจันทร์ก็ยังบดบังดาวโลกอีกเช่นเคย จากหนังสือที่ผมได้อ่านบนดาวของผม โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีสีสัน หลากชีวิตมากที่สุดในจักรภพดารา ผมกลับไม่เคยมองเห็นโลกเลย ทำไมนะเหรอก็เพราะดวงจันทร์กลมโตดวงนี้มักบดบังโลกที่ผมอยากเห็นอยู่เสมอ มีบางจังหวะของกาลเวลาที่ดวงจันทร์เคลื่อนองศา แต่โลกและดาวของผมก็ย้ายองศาเช่นเดียวกัน
จากวันแล้ววันเล่าที่ผมเฝ้ามองดูโลก แต่ก็ไม่เป็นผล ผมเพียงแต่เห็นปลายแสงของโลกในที่ไกล ๆ เสมอ
แต่แล้ว ณ วินาทีนั้นเอง แสงจากดาวโลกได้ทอมากระทบนัยน์ตาของผม มันเป็นแสงที่เต็มไปด้วยสีสัน มีชีวิต ผมได้แต่นิ่งงันเสมือนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ขณะเดียวกันจิตใจของผมเหมือนได้พบกับน้ำหล่อเลี้ยงที่ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาจากปากหลุมอุกกาบาต
ผมค่อย ๆ เลื่อนมือไปในกระเป๋า ควานหาอาวุธคู่ใจ ผมค่อย ๆ หยิบกล้องดูดาวขนาดกะทัดรัดขึ้นมา กดปุ่มให้มันขยายลักษณะ กล้องดูดาวของผมค่อย ๆ ลอยขึ้นจากระดับหน้าอกมาอยู่ในระดับสายตา ผมแนบตาเข้ากับกล้อง ผมมองดู มองดู แล้วก็มองดู
ผมอิจฉาดาวโลกจัง ทุกการเคลื่อนไหวบนโลกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ การมีอยู่ของชีวิต ที่ผมหาไม่ได้จากดาวของผม ผมเฝ้ามองโลกเนิ่นนานจนผมไม่รู้ว่าผมยืนอยู่ตรงนี้นานเท่าใดแล้ว
การเต้นรำอย่างสนุกสนาน ร่วมรักกันอย่างเพลิดเพลิน กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ทุก ๆ กิจกรรมบนโลกทำให้ผมมีความสุข ผมเปลี่ยนจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง และแล้วสายตาของผมก็มาจดจ้องที่ประเทศประเทศหนึ่ง ... ประเทศไทย
ในจินตนาการประเทศไทยเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าจดจำ วัฒนธรรมที่น่าพิศวง รอยยิ้มพิมพ์ใจที่ชวนประทับใจเมื่อแรกเห็น ผิดคาด ประเทศไทย ณ เวลานี้กลับมืดเหงา เสมือนถูกห่อหุ้มไปด้วยความเศร้า
ผมค่อย ๆ ซูมเข้าไปใกล้ ๆ ค่อย ๆ ปรับทางยาวโฟกัสเลนส์ เพื่อควานหาแสงไฟดวงเล็ก ๆ ในประเทศไทย
แล้วผมก็พบคุณ
คุณกำลังก้มหน้าก้มตาอยู่บนโต๊ะหนังสือ โดยมีกล้องจุลทรรศน์แนบอยู่กับดวงตา คุณคงจะเป็นนักวิเคราะห์ชีวิต อาชีพหนึ่งบนดาวของผม สายตาของคุณไม่ละจากกล้องเลยแม้แต่วินาทีเดียว สายตาของผมเองก็ไม่ได้ละจากตัวคุณเช่นเดียวกัน ผมจับจ้องมองคุณเป็นเวลาเนิ่มนานเท่าใดไม่รู้ จนคุณค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้ หยิบผลไม้สีส้มอมเหลืองทรงกลม แกะกินมันช้า ๆ คุณนั่งลงบนปลายเตียงมือควานหาสิ่งใดไม่รู้ แล้วคุณก็พบในสิ่งที่คุณต้องการ... กระดาษ คุณค่อย ๆ จับปากกา
คุณกำลังจะเขียน แต่แล้วคุณก็หยุดชะงัก นิ่งคิดเป็นเวลาประมาณ 20 นาที คุณเริ่มเขียนใหม่ ตามความคิดผมคิดว่าคุณกำลังจดรายละเอียดของสิ่งมีชีวิตที่คุณวิเคราะห์มา เปล่าเลย มันไม่ใช่อย่างที่ผมคิด ผมค่อย ๆ ปรับทางยาวโฟกัสเลนส์มากยิ่งขึ้น ยิ่งผมเข้าใกล้กระดาษแผ่นนั้นของคุณมากเท่าไร ทำให้ผมรู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังเขียนคือ . . . บทกวี
.............................................................................................................................................................................................................
edit @ 26 Jan 2008 10:57:49 by artmosphere